พระสมุห์ ทองพิม ภทฺทมุนี - พระสังฆาธิการ

พระสมุห์ ทองพิม ภทฺทมุนี


 
อายุ ๘๙ ปี
อุปสมบท พ.ศ. ๒๔๓๐
พรรษา ๖๘
มรณภาพ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๘
วัด วัดหัวสวน
ท้องที่ สุราษฎร์ธานี
สังกัด มหานิกาย

สถานะเดิม


     พระสมุห์ ทองพิม ภทฺทมุนี มีนามเดิมว่า ทองพิม แก้วอำไพ ตามประวัติกำเนิดเมื่อ วันอังคาร เดือน ๑๐ ปีเถาะ ระบุว่าตรงกับ พ.ศ. ๒๔๐๙

     ***แต่เมื่อเทียบกับปฏิทินร้อยปี ปีเถาะ จะตรงกับ พ.ศ. ๒๔๑๐ ส่วน พ.ศ. ๒๔๐๙ ตามที่ระบุจะตรงกับปีขาล พอจะสรุปได้ว่า พ่อท่านทองพิม กำเนิดประมาณช่วง พ.ศ. ๒๔๐๙-๒๔๑๐

     ท่านถือกำเนิด ณ บ้านหัวสวน หมู่ที่ ๓ ตำบลหัวเตย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นบุตรคนที่ ๒ ของนายหีต นางสาย แก้วอำไพ มีพี่-น้อง ร่วมท้อง ๖ คน คือ
     ๑. นายนาค แก้วอำไพ
     ๒. นายทองพิม แก้วอำไพ (พระสมุห์ทองพิมพ์ ภทฺทมุนี)
     ๓. นางแสง แก้วอำไพ
     ๔. นายเกตุ แก้วอำไพ
     ๕. นายเจียด แก้วอำไพ
     ๖. นายเจิม แก้วอำไพ


อุปสมบท

     เมื่ออายุครบบวช ๒๑ ปี ประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๐ ณ วัดเขาศรีวิชัย (วัดหัวเขา) โดยมี พระครูธรรมปรีชาอุดม (มี) วัดบางกล้วย เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เกตุ (เกตุเฒ่า) วัดเขาศรีวิชัย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า "ภทฺทมุนี" แปลว่า ผู้มีความเจริญในเพศสมณะ

     อุปสมบทแล้วได้จำพรรษาศึกษาพระธรรมวินัย ณ วัดหัวสวน เมื่อมีความรู้พอสมควรแล้วได้ไปจำพรรษา ณ วัดพระพรหม อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำพรรษาอยู่หลายพรรษา จากนั้นได้ออกธุดงค์รุกขมูลไปในที่ต่างๆ เพื่อศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม จนไปถึงเมืองภูเก็ต ได้มอบกายถวายตัวเป็นศิษย์ของ หลวงปู่รอด วัดโฆษิตวิหาร จังหวัดภูเก็ต เพื่อศึกษาวิปัสสนากรรมฐาน และสรรพวิชาต่างๆ อยู่จำพรรษาศึกษากับหลวงปู่รอดอยู่หลายปีจนมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ต่อมาท่านได้ออกธุดงค์รุกขมูลต่อไปในที่ต่างๆหลายแห่ง เช่น ประเทศพม่า แดนพุทธภูมิประเทศอินเดีย เป็นต้น จากนั้นได้ธุดงค์กลับบ้านเกิด โดยจำพรรษา ณ วัดริ่ว ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของวัดหัวสวน ได้อยู่สอนวิปัสสนา ณ ที่นั้นเป็นเวลาหลายปี เมื่อเจ้าคณะหมวดหัวเตย และเจ้าอาวาสวัดหัวสวนว่างลง ท่านก็ได้รับนิมนต์เข้ารับตำแหน่งนั้น และได้รับแต่งตั้งเป็นพระสมุห์ ในฐานานุกรม ของ พระครูพิศาลคณะกิจ (จ้วน) อดีตเจ้าคณะแขวงพุนพิน วัดพุนพินใต้

     พ่อท่านทองพิม อยู่บริหารงานในตำแหน่งเจ้าคณะหมวดหัวเตย (เจ้าคณะตำบลหัวเตย) เป็นเวลาหลายปี ท่านเห็นว่าพอแก่เวลาแล้ว ท่านจึงตัดสินใจปลีกวิเวกออกธุดงค์รุกขมูลอีกครั้ง โดยไปในสถานที่ต่างๆ เช่น

     -ป่าแถบในมุย (อาณาเขตแถบ อำเภอพนม และ อำเภอบ้านตาขุน เขาสก ตลอดจนถึงพื้นที่บางส่วนของจังหวัดพังงาในปัจจุบัน) โดยเคยจำพรรษา ณ วัดเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน ท่านธุดงค์มาแถบนี้ ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาในจริยาวัตรเลยนิมนต์ท่านให้จำพรรษา ณ วัดเขาพังซึ่งว่างเจ้าอาวาส จำพรรษาได้ประมาณ ๒ พรรษา และในระยะเวลา ๒ ปี ที่ท่านได้จำพรรษาที่วัดเขาพัง ท่านได้ช่วยพัฒนาวัดโดยสร้างศาลาเอนกประสงค์ขึ้นมาหลังหนึ่ง และสงเคราะห์ญาติโยมในด้านการรักษาผู้ป่วยด้านกระดูกแตก กระดูกหัก ปัญหาด้านเส้นเอ็น ท่านสามารถรักษาได้หาย และในปัจจุบันนั้นเมื่อมีพิธีหรือทำอะไร ยังกาดครูออกชื่อถึงพ่อท่านทองพิมเสมอ

     -ท่าขนอน (อำเภอคีรีรัฐนิคม ในปัจจุบัน) โดยปักกลดแถบป่า แถบเขา ในถ้ำต่างๆ บางครั้งอยู่ในป่าเป็นเวลาหลายวัน

     -นาสาร โดยท่านเข้ายึดถ้ำขรมเป็นที่พักจำพรรษา ท่านจำพรรษา ณ ถ้ำขรมเป็นเวลานานมากหลายพรรษา ต่อมาท่านได้สร้างและพัฒนาให้มีความเจริญขึ้น เป็นที่สอนวิปัสสนากรรมฐานแก่ศิษย์ จนปัจจุบัน ยกฐานะเป็นสำนักสงฆ์ถ้ำขรม อำเภอบ้านนาสาร เป็นต้น

     สถานที่ที่ท่านเคยจำพรรษาดังที่กล่าวมานั้นปรากฏมีภิกษุ-สามเณร อุบาสก-อุบาสิกา เป็นจำนวนมาก ที่เข้ามาศึกษา หรือ อุปัฏฐากดูแลท่านเสมอ ท่านเป็นที่รักของปวงศิษย์ทั้งมวล ซึ่งท่านเป็นที่ประจักษ์ชัดในเรื่องของ การศึกษาดี คือเป็นการถ่ายทอดความรู้ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น และ ความเป็นอยู่ดีคือเคร่งวัตรปฏิบัติตามครรลองตามองค์พระศาสดา

     เมื่ออายุท่านได้ประมาณ ๗๖ ปี ประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๕ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ชาวบ้านหัวเตย ได้ไปนิมนต์อาราธนาพ่อท่านทองพิมพ์จากถ้ำขรม อำเภอบ้านนาสาร ให้กลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดหัวสวนอีกครั้ง ท่านก็รับนิมนต์ เดินทางมาจำพรรษาและเป็นเจ้าอาวาสวัดหัวสวนอีกครั้ง และได้จำพรรษาที่วัดหัวสวนจนกระทั่งมรณภาพ

     ขณะที่ท่านจำพรรษาที่สำนักถ้ำขรม อำเภอบ้านนาสาร จนมาจำพรรษาที่วัดหัวสวนจะมีพ่อท่านคล้าย จนฺทสุวณฺโณ วัดสวนขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านจะเดินทางมาหาพ่อท่านทองพิม โดยจะเดินทางมาหาแบบเงียบๆ ไม่มีการบอกกล่าวใครผู้ใดเนื่องจากพ่อท่านคล้ายเป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียง มีประชาชนรู้จักเยอะ ถ้าออกข่าวป่าวประกาศไปจะไม่เป็นส่วนตัวในการมาหาพ่อท่านทองพิม เพื่อที่จะเยี่ยมเยียน สนทนา หรือแลกเปลี่ยนวิชาอาคมกันอย่างใดอย่างหนึ่ง พ่อท่านคล้ายให้การเคารพพ่อท่านทองพิมมากๆ ด้วยฌาณบารมี และความอาวุโสที่พ่อท่านทองพิมมีอายุมากกว่าพ่อท่านคล้าย ๑๐ ปี (๑๐ พรรษา) นับว่าพ่อท่านทองพิมกับพ่อท่านคล้าย มีความสนิทสนมกันในฐานะศิษย์พี่ศิษย์น้องหรือสหธรรมิกกัน ด้วยเหตุนี้ที่วัดหัวสวนจึงมีการสร้างรูปเหมือนพ่อท่านคล้ายตั้งไว้คู่กับรูปเหมือนพ่อท่านทองพิมในมณฑป

ตำแหน่ง

ฝ่ายปกครอง

 เจ้าอาวาสวัดหัวสวน
 เจ้าคณะหมวดหัวเตย (เจ้าคณะตำบลหัวเตย)

มรณกาล


     พ่อท่านทองพิม ภทฺทมุนี มรณภาพโดยสงบ ณ กุฏิของท่าน ณ วัดหัวสวน ด้วยความชรา เมื่อ วันอังคาร แรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย (๑) ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ สิริอายุ ๘๙ ปี พรรษา ๖๘

     ฌาปณกิจ พ.ศ. ๒๔๙๙ ณ วัดหัวสวน

     อนึ่ง ในวันเปิดสรีระก่อนวันฌาปนกิจ ปรากฏว่าสรีระสังขารของพ่อท่านทองพิม ไม่เน่า ไม่เปื่อย เส้นเกศาของท่านยาวเพิ่มขึ้นจากเดิม ๑-๒ เซนติเมตร แต่ มีการลงความเห็นกันว่าให้ฌาปนกิจตามประเพณี ในวันเผาสรีระนั้น ทำการเผากลางดึก เพราะในตอนเย็นและหัวค่ำ มีประชาคนส่วนหนึ่งได้กรูเข้าไปที่เมรุพิเศษที่ใช้ฌาปนกิจ หวังที่จะดึงเอาจีวรไว้บูชา เป็นการแย่งกัน มีการห้ามปราม เลยปล่อยเวลามาถึงดึก และมีการกั้นให้ประชาชนยืนรอบนอกอย่างเป็นระเบียบ ก่อนที่จะมี ๑ คน (สัปเหร่อ) ที่เข้าไปถึงบริเวณสรีระและดำเนินการเผา เพียง ๑ คนเท่านั้น จนการฌาปนกิจศพเสร็จ อัฐิของท่านได้เก็บไว้ที่วัดหัวสวน ส่วนหนึ่งมีลูกหลานขอแบ่งเก็บไปบูชา อ้างอิงจากคำพูดของ พระครูอนุภาสวุฒิคุณ หรือ พ่อท่านกระจ่าง อนุภาโส ลูกศิษย์ของพ่อท่านทองพิม ผู้ช่วยและดำเนินงานในงานฌาปนกิจศพของพ่อท่านทองพิม สัมภาษณ์ ณ วัดเกาะกลาง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑


ผู้แนะนำข้อมูล


จักรกฤษณ์ แขกฮู้

แจ้งเพิ่มข้อมูล info@sangkhatikan.com

www.sangkhatikan.com สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจ ศึกษาข้อมูล และเป็นที่รวบรวมข้อมูลพระสังฆาธิการทั่วประเทศ
ทางผู้จัดทำขออนุญาติ เจ้าของรูปและข้อมูลทุกท่าน ที่นำมาเผยแพร่

พระสังฆาธิการ : sangkhatikan.com
สำนักงานweb : วัดสำโรงเหนือ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ๑๐๑๓๐
E-mail : info@sangkhatikan.com
Facebook